Worry Free Clean Beauty Standard
 
โปร่งใส ไม่ปิดบัง คือ สิ่งสำคัญสูงสุด และเรามุ่งมั่นในการที่จะทำให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งนี้โดยเราจะพยายามนำเสนอข้อมูลของสารประกอบต่างต่างที่อยู่ในตลาดความงามเพื่อให้เข้าใจถึงคุณสมบัติอย่างแท้จริง และสามารถตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
 
ตราสัญลักษณ์ Worry-free clean beauty standard เป็นการยืนยันถึงการตรวจสอบเรื่องความเป็นคลีนบิวตี้ของสินค้า มีขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้ที่คำนึงถึงความปลอดภัยต่อผิวตนเอง ไร้ความกังวลใจ เพราะมั่นใจได้ว่าส่วนผสมข้างในล้วนผ่านการคัดสรรมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ปลอดภัย และการันตีได้ว่าผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพและให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ
 
 
 
NO LIST
ส่วนผสมต้องห้ามกว่า 2,000 รายการ ที่ทางเราหลีกเลี่ยงในทุกผลิตภัณฑ์เนื่องจากมีโอกาสที่จะก่ออันตรายให้ผิวหรือสิ่งแวดล้อม โดยที่เราสามารถหาส่วนผสมจากธรรมชาติอื่นมาแทนที่ได้โดยไม่ลดคุณสมบัติที่ต้องการ
 
YES LIST
ส่วนผสมนวัตกรรมร่วมเป็นแกนกลางของผลิตภัณฑ์ ที่นำมาใช้เป็น active Ingredient ที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อผิวจริงๆ ได้รับการทดสอบมาแล้วว่ามอบการบำรุงที่มีประสิทธิภาพในทุกๆ วันที่ใช้และปลอดภัยต่อผิวซึ่งส่วนใหญ่เป็นส่วนผสมจากธรรมชาติ/ออร์แกนิก  มากับสัญลักษณ์รับรองจากองค์กรนานาชาติอย่าง ECOCERT / USDA Organicเพื่อการันตีความคลีนและความยั่งยืน เพราะพิถีพิถันตั้งแต่การปลูกวัตถุดิบ ขั้นตอนการผลิต ที่รักทั้งผิว รักทั้งโลกของเราซึ่งเป็น แนวคิดเดียวกับการกินอาหารคลีนที่จะตัดการปรุงแต่งที่ไม่จำเป็นออกและปล่อยให้สารอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์เข้าไปบำรุงร่างกายเต็มที่
 
เนื่องจากผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ มีเป็นทั้งนักวิจัยและเภสัชกร จึงสามารถรับรองถึงกระบวนการตรวจสอบโดยละเอียด อีกทั้ง W เป็น cruelty-free ที่ไม่ทดลองกับสัตว์ ทั้งกลุ่มสินค้าสกินแคร์ และ ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว (personal care)




Never List

ซิลิโคนเป็นสารองค์ประกอบที่ใช้กันในผลิตภัณฑ์อย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นสารที่ช่วยในเรื่องสัมผัส (Sensory) ซิลิโคนจะก่อตัวเป็นฟิล์มเคลือบผิวหรือเส้นผม ทำให้ผิวมีความรู้สึกเนียนลื่น ไม่รู้สึกมันหรือเหนียวหลังจากที่ทาผลิตภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หรือ ความรู้สึกเรียบลื่น ไม่เกิดการพันกัน ทำให้เส้นผมหวีง่ายสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม แต่นอกเหนือจากการช่วยในเรื่องสัมผัสของผลิตภัณฑ์แล้ว ซิลิโคนไม่ได้มีประโยชน์ต่อผิวหนังและเส้นผมที่จับต้องได้อย่างแท้จริงแต่อย่างได มีรายงานว่าซิลิโคนที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอาจก่อให้เกิดการเกิดสิวได้ เนื่องจากคุณสมบัติการก่อตัวเป็นฟิล์มเคลือบผิวของซิลิโคนเอง ซึ่งการเคลือบเกราะป้องกันนี้ อาจดักจับสารอื่นที่ทำให้เกิดภาวะรูขุมขนอุดตันอื่นๆ (Comedogenic Substances) และสะสมมันไว้บนผิว ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสของการเกิดสิว ซิลิโคนยังมีการสะสมทางชีวภาพ เมื่อชำระล้างลงท่อทิ้งแล้ว พวกมันจะก่อให้เกิดมลพิษจากสะสมเป็นตะกอนในมหาสมุทรและแหล่งน้ำ และอาจไม่สามารถย่อยสลายได้เป็นเวลาหลายร้อยปี คุณสามารถตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมีซิลิโคนหรือไม่ โดยการสแกนรายการส่วนผสมที่ด้านหลังบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ อะไรก็ตามที่ลงท้ายด้วย -cone หรือ -siloxane ก็คือซิลิโคน ไดเมทิโคน, ไซโคลเมทิโคน, ไซโคลเพนทาซิลอกเซน

พาราเบนเป็นสารกันบูดทางเคมีที่พบในผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ที่เราใช้อยู่เป็นประจำ เช่นผลิตภัณฑ์เดูแลผิวและผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม สบู่ ยาสระผม ครีมนวดผม เครื่องสำอางต่างๆ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย บทบาทของพาราเบนในผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือการลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อราที่เป็นอันตราย ดังนั้นจึงเพิ่มอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ การวิจัยพบว่าพาราเบนสามารถซึมซับเข้าสู่ผิวได้ง่าย และการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่มีพาราเบนเป็นประจำทุกวันสามารถทำให้เกิดการสะสมในร่างกายของเราได้ ความกังวลเกี่ยวกับสารเคมีเหล่านี้คือการศึกษาทางวิทยาศาสตร์แนะนำว่าการสะสมของพาราเบนในร่างกายอาจส่งผลให้เกิดการขัดขวางการทำงานของฮอร์โมน และอาจเป็นอันตรายต่อภาวะเจริญพันธุ์และอวัยวะสืบพันธุ์ ส่งจะผลต่อผลลัพธ์การคลอด และอาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็ง นอกจากนี้พาราเบนยังอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง

ฟอร์มาลดีไฮด์ในผลิตภัณฑ์ดูแลความงามทำหน้าที่เป็นสารกันบูด โดยจะเป็นส่วนผสมที่ช่วยลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อราที่เป็นอันตราย ดังนั้นจึงเพิ่มอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ ในปี พ.ศ. 2557 ฟอร์มาลดีไฮด์ถูกจัดเป็นสารก่อมะเร็งและสารก่อภูมิแพ้ผิวหนังประเภทที่ 1 ซึ่งหมายความว่าอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ทางผิวหนังได้ ดังนั้นจึงมีนโยบายและกฎข้อบังคับห้ามใช้ฟอร์มาลดีไฮด์ในผลิตภัณฑ์ดูแลความงามโดยเด็ดขาด ซึ่งต่อมามีการขยายนโยบายและกฎข้อบังคับให้รวมถึงสารหรือส่วนผสมที่จัดอยู่ในประเภท 'สารที่แตกตัวให้ฟอร์มาลดีไฮด์' (Formaldehyde Donors) เช่น สารที่ปล่อยฟอร์มาลดีไฮด์เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการเพิ่มอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างของสารดังกล่าว ได้แก่ Methylisothiazolinone (MIT) และสารผสม Methylchloroisothiazolinone / Methylisothiazolinone (CIT/MIT) ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ตั้งแต่ ณ วันที่ 16 เมษายน 2559 ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ไม่ต้องล้างออกเช่น โลชั่น ครีมบำรุง ที่มีส่วนผสมของสารที่แตกตัวให้ฟอร์มาลดีไฮด์ ได้ถูกห้ามจำหน่ายในตลาดยุโรปเด็ดขาด

ในปัจจุบัน มีขยะพลาสติกนับล้านที่ลอยหมุนวนรอบมหาสมุทรทั้วโลก ความจริงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้คือความจริงที่ว่าพลาสติกน้อยกว่า 10% ที่เราทิ้งทุกวันถูกนำไปรีไซเคิล ส่วนใหญ่พลาสติกสิ้นสุดลงในพื้นที่ฝังกลบปฏิกูลขยะมูลฝอย ซึ่งอาจใช้เวลาถึง 1,000 ปีในการย่อยสลาย สำนักงานเคมีแห่งสหภาพยุโรป (European Chemicals Agency - ECHA) ระบุว่า ทุกๆหนื่งนาทีไมโครพลาสติกกว่า 7 กิโลกรัมจากเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลจะถูกทิ้งและสะสมในสภาพแวดล้อมของยุโรป ตามคำจำกัดความแล้ว ไมโครพลาสติกนั้นเป็นชิ้นอนุภาคพลาสติกที่เป็นของแข็ง ไม่ละลายน้ำ และไม่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 5 มม. โดยทั่วไปแล้ว ไมโครพลาสติกมีอยู่ 2 ประเภท คือ ไมโครพลาสติกที่เกิดขึ้นจากการแตกตัวออกจากพลาสติกขนาดใหญ่ที่แตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตามกาลเวลา และไมโครพลาสติกที่ผลิตขึ้นโดยตั้งใจที่มีขนาดเล็ก เช่น ไมโครบีด (microbeads) สำหรับเครื่องสำอางที่ใช้ในการขัด (exfoliate/scrubs) ผิวหน้า สารทึบแสง (opacifier) ที่ให้สีขาวในเนื้อครีมในของสบู่เหลวทำความสะอาดร่างกาย และแชมพูสระผม และแคปซูลน้ำหอม (encapsulated fragrances) ซึ่งช่วยลดปริมาณน้ำหอมโดยรวมที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ ไมโครพลาสติกมีความคงทนอย่างยิ่ง ซึ่งหมายความว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกำจัดพวกมันออกจากสิ่งแวดล้อมที่สะสมอยู่ ไมโครพลาสติกเหล่านี้สะสมอยู่ในพื้นที่ฝังกลบหรือลงเอยในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ในที่สุดก็พบทางลงสู่แม่น้ำ ลำธาร และมหาสมุทร สิ่งนี้ก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลและน้ำจืด เช่นเดียวกับมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์อยู่ที่จุดสิ้นสุดของห่วงโซ่อาหาร สิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าน่ากลัวมากคือการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด (มีนาคม 2565) ระบุว่านักวิจัยพบไมโครพลาสติกในเลือดของผู้เข้าร่วมการศึกษา 17 คนจาก 22 คนหรือประมาณ 77 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในสาเหตูสำคัญที่ทำให้สำนักงานเคมีแห่งสหภาพยุโรปเสนอห้ามการใช้ไมโครพลาสติกทั้งหมดในผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและการดูแลส่วนบุคคลและอุตสาหกรรมอื่นๆ

มิเนอรัลออยล์ (Mineral Oil) หรือที่เรียกว่า “พาราฟินเหลว” (Liquid Paraffin หรือ Paraffinum Liquidum) คือน้ำมันแร่ซึ่งเป็นอนุพันธ์ที่ได้จากกระบวนการสกัดของปิโตรเลียม มิเนอรัลออยล์เป็นสารไม่มีสีและไม่มีกลิ่น เมื่อใช้ในเครื่องสำอาง มิเนอรัลออยล์จะได้รับการกลั่นและผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์อย่างมาก ดังนั้นจึงไม่มีสารปนเปื้อนที่สามารถพบได้ในสารอนุพันธ์ปิโตรเลียมที่ไม่ผ่านการกลั่น มิเนอรัลออยล์ที่ใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เดูแลผิวและเส้นผม จะทำหน้าที่เป็นสารที่ช่วยในเรื่องผิวสัมผัสและความชุ่มชื้น โดยมิเนอรัลออยล์จะก่อตัวเป็นฟิล์มเคลือบผิวหรือเส้นผม ช่วยปรับปรุงการทำงานของเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวหรือเส้นผมกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น ทำให้ผิวนุ่มขึ้น ความกังวลเกี่ยวกับมิเนอรัลออยล์เกี่ยวข้องกับการทำงานของตัวมันเอง การก่อตัวเป็นฟิล์มเคลือบผิวและสร้างเกราะป้องกันระหว่างผิวหนังกับสิ่งแวดล้อม อาจมีส่วนในการกักสารอื่นๆที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว แต่ทั้งนี้ยังไม่มีสมมติฐานบ่งบอกเด่นชัด อย่างไรก็ตาม ด้วยความสงสัยและความจริงที่ว่า แต่ละคนมีปฏิกิริยาต่างกันกับส่วนผสมที่แตกต่างกัน ผนวกกับความจริงที่ว่าความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพ (Biodegradability - ความสามารถของส่วนผสมที่จะถูกย่อยสลายเป็น CO2 แร่ธาตุ และน้ำ) ของมิเนอรัลออยล์นั้นต่ำมาก W Worry-Free เลือกที่จะไม่ใช้สารมิเนอรัลออยล์เป็นองค์ประกอบ และเลือกที่จะแทนที่มิเนอรัลออยล์ด้วยตัวเลือก 'น้ำมันธรรมชาติ' ทางเลือกอื่นที่ทำหน้าที่คล้ายกับมิเนอรัลออยล์

‘SLS’ (และสารใกล้เคียงชนิดอื่นเช่น ALS) คือตัวย่อสำหรับสารสารลดแรงตึงผิว Sodium Lauryl Sulfate (และ Ammonium Lauryl Sulfate) สาร SLS เป็น 'สารลดแรงตึงผิว' ซึ่งหมายความว่าสารนี้จะลดแรงตึงผิวระหว่างส่วนผสม ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงใช้เป็นสารทำความสะอาดและทำให้เกิดฟอง SLS พบได้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดส่วนบุคคล เช่นสบู่เหลว แชมพูสระผม ยาสีฟัน แต่ยังรวมถึงน้ำยาทำความสะอาดในครัวเรือน ห้องน้ำ ข้อเท็จจริงที่ว่ามีการใช้ส่วนผสมเดียวกันในการชำระล้างส่วนบุคคลและน้ำยาทำความสะอาดในครัวเรือนทำให้เกิดคำถามและข้อกังวลบางประการเกี่ยวกับความปลอดภัยของส่วนผสม SLS แต่ทั้งนี้หน่วยงานทางวิทยาศาสตร์หลายแห่งได้ทบทวน SLS แล้วว่า เมื่อใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ชำระล้างทำความสะอาดร่างกายในปริมาณที่กำหนด SLS จัดว่ามีความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าการสัมผัสทางผิวหนังกับ SLS ทำให้ผมร่วง และไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้ว่า SLS เป็นสารก่อมะเร็ง อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงมีอยู่ว่า SLS สามารถจับกับตัวกับโปรตีนบนชั้นผิวของผิวหนัง ทำให้เกิดการผิดรูปของโปรตีน ดังนั้นจึงมีโอกาสเกิดการระคายเคือง และการจับกับตัวกับโปรตีนบนชั้นผิวยังขัดขวางการทำงานของเกราะป้องกันผิวซึ่งนำไปสู่การสูญเสียน้ำ และทำให้ผิวแห้งเสียในที่สุด

นิยามของคำว่า “สบู่” คือผลิตภัณฑ์หรือสารชำระล้างทำความสะอาดที่ทำด้วยสารละลายด่างเข้มข้น ซึ่งโดยทั่วไปจะมีส่วนผสมของโซเดียมไฮดรอกไซด์ (Sodium Hydroxide) กับไขมันและน้ำมันตามธรรมชาติ เนื่องจากสบู่มีค่า pH สูง (สูงถึง 11) สบู่จึงสามารถเปลี่ยนแปลง pH ของผิวหนังได้ (ค่า pH ของผิวที่มีสุขภาพดีอยู่ที่ประมาณ 5.5 ซึ่งเป็นกรดเล็กน้อย) ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์สารชำระล้างทำความสะอาดที่มีองค์ประกอบของสบู่จึงรบเป็นการรบกวนสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพของไมโครไบโอมของผิวหนัง นอกจากนี้ สบู่ยังเป็นสารสำคัญที่เข้าทำลายไขมันในชั้นผิวที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว (Lipids) นำไปสู่การทำงานของเกราะป้องกันผิวที่บกพร่องซึ่งนำไปสู่การสูญเสียน้ำของผิวหนังชั้นนอกและผิวแห้งเสียในที่สุด

 

สารแต่งสีที่ถูกแต่งเติมเข้าในส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและความงามนั้นเป็นเพียงเพื่อเพิ่มความหน้าสนใจรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์เท่านั้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ดูน่าดึงดูดยิ่งขึ้น โดยมิได้มีประโยชน์อื่นไดอีก ในทางตรงกันข้าม สารให้สีเหล่านี้ยังเป็นสาเหตุของการระคายเคืองและการอักเสบของผิว โดยจะส่งผลให้ปิดกั้นรูขุมขนและรบกวนความสมดุลของน้ำมันตามธรรมชาติของผิว (Lipids) ซึ่งทำให้ผิวมีแนวโน้มที่จะเกิดสิว นอกจากนี้ จากข้อเท็จจริงที่ว่าสารให้สีเทียมนั้นผลิตขึ้นโดยใช้ถ่านหินทาร์ ปิโตรเลียมหรือเกลือของโลหะหนัก เช่น สารหนูและตะกั่ว สารให้สีมีความเสี่ยงที่จะมีสารปนเปื้อน เช่น ตะกั่วและสารหนู ซึ่งเป็นพิษต่อผิวหนัง สารพิษเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อของผิวหนังและการระคายเคืองอย่างมาก และหากสารเคมีเหล่านี้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย อาจทำให้เกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้น เช่น ความเสี่ยงของมะเร็ง

"แอลกอฮอล์" ที่เห็นได้ในการประกาศส่วนผสมติดฉลากบนผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมีหลากหลายชนิดด้วยกัน คำว่า "แอลกอฮอล์" โดยตัวมันเอง (ไม่มีคำนำหน้า) หมายถึงเอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) ซึ่งจะแตกต่างจากแอลกอฮอล์อื่นๆ เช่น เซทิลแอลกอฮอล์ (Cetyl Alcohol) และซีเทียริลแอลกอฮอล์ (Cetearyl Alcohol) อย่างมาก ซึ่งแอลกอฮอล์ทั้งสองนี้จักอยู่ในกล่มของ “แฟตตีแอลกอฮอล์” (Fatty Alcohols) ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ที่เป็นประโยชน์ต่อผิวและเส้นผม ผลของแฟตตีแอลกอฮอล์ต่อผิวหนังแตกต่างจากเอทิลแอลกอฮอล์อย่างมาก เช่น เซทิลแอลกอฮอล์ช่วยปกป้องปราการผิวไม่ให้แห้งและป้องกันการสูญเสียน้ำ แต่ในทางตรงกันข้าม “แอลกอฮอล์” (เอทิลแอลกอฮอล์) เป็นตัวการสำคัญในการทำร้ายผิว “แอลกอฮอล์” (เอทิลแอลกอฮอล์) เป็นสารเคมีราคาถูกสำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ให้ผิวรู้สึกเย็นชั่วคราว รู้สึกสดชื่นและผิวรู้สึกกระชับ (เนื่องจากผิวจะมีความตึงเนื่องจากการสูญเสียน้ำในการระเหยของแอลกอฮอล์) นอกจากนี้ยังช่วยปรับปรุงเรื่องสัมผัส (Sensory) ของผลิตภัณฑ์ทำ ให้ความรู้สึกเบาผิวหลังทาผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า แอลกอฮอล์สามารถซึมเข้าสู่ผิวหนัง และทำลายไขมันในชั้นผิวที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว (Lipids) นำไปสู่การทำงานของเกราะป้องกันผิวที่บกพร่องซึ่งนำไปสู่การสูญเสียน้ำของผิวหนังชั้นนอกและผิวแห้งเสียในที่สุด

Yes List

สารสกัดน้ำมันจากเมล็ดกัญชง (Hemp Seed Oil) มีคุณสมบัตรใช้ได้กับทุกสภาพผิว ช่วยต้านการอักเสบที่มีประสิทธิภาพ ทำให้มีประโยชน์ในการรักษาสภาพผิวที่หลากหลายซึ่งรวมถึงริ้วรอยก่อนวัย การทำงานของน้ำมันจากเมล็ดกัญชงหลักๆ คือ ช่วยให้ความชุ่มชื้น ช่วยให้ผิวนุ่มขึ้น โดยสารสกัดน้ำมันจากเมล็ดกัญชงอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acid) ที่จำเป็น 2 ชนิด ได้แก่ กรดไขมันโอเมก้า 3 และกรดไขมันโอเมก้า 6 ในอัตราส่วนที่เหมาะสมที่สุดต่อสุขภาพคือ 1:3 เป็นที่ทราบกันว่ากรดไขมันทั้งสองชนิดนี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกรดไขมันในชั้นผิวหนัง ซึ่งกรดไขมันในชั้นผิวไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความสมบูรณ์ของโครงสร้างของผิวหนังชั้นนอก แต่ยังรวมถึงการช่วยรักษาความสมดุล pH ของผิวให้เป็นกรดอ่อนๆ (4.0-5.5) และความหลากหลายของไมโครไบโอมของผิวหนัง กรดไขมันดังกล่าวยังมีส่วนช่วยเสริมไขมันตามธรรมชาติในชั้นผิว (ลิปิด Lipids) ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มเกราะป้องกันผิวและเสริมสร้างผิวให้แข็งแรงและป้องกัน TEWL (Trans Epidermal Water Loss - การสูญเสียน้ำของผิวหนังชั้นนอก) นอกจากนี้ ประโยชน์จากการเสริมสร้างไขมันตามธรรมชาติในชั้นผิวยังช่วยเพิ่มคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อม เช่น มลภาวะและแสงแดด เนื่องด้วยปริมาณวิตามินอีที่มีอยู่ในปริมาณมาก น้ำมันจากเมล็ดกัญชงยังมีคุณสมบัตรต้านอนุมูลอิสระที่เป็นจุดเด่นของการชะลอวัย และช่วยในเรื่องลดการเกิดริ้วรอย


สารสกัดน้ำมันจากเมล็ดกัญชงให้ประโยชน์เหล่านี้โดยที่ไม่อุดตันรูขุมขน (naturally non-comedogenic) ผิวจึงเหมือนได้รับการดูแลอย่างอ่อนโยน ไม่เพียงเท่านี้ สารสกัดน้ำมันจากเมล็ดกัญชงสามารถช่วยควบคุมการผลิตความมันของชั้นผิว ช่วยปรับสมดุลผิวสำหรับผู้ที่มีผิวมัน ช่วยลดการเกิดสิวได้ กรดไขมันโอเมก้า-3 ในกัญชงก็ยังมีส่วนช่วยต้านการอักเสบของผิว บำรุงผิวพรรณ   

ประโยชน์หลักของสารสกัดน้ำมันจากเมล็ดกัญชงที่มีต่อผิวโดยสรุปคือ:
ล็อคความชุ่มชื้นของผิว - น้ำมันเมล็ดกัญชงมี โอเมก้า 3 และ 6 ในอัตราส่วนที่เหมาะสมที่สุดจึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว โดยไม่อุดตันรูขุมขนและช่วยควบคุมการผลิตความมันส่วนเกินบนใบหน้าให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ทำให้หน้าชุ่มชื้นแต่ไม่มัน และลดการเกิดสิว

เสริมเกราะป้องกันผิว - กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายชื่งมีอยู่ในน้ำมันเมล็ดกัญชง สามารถมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างใขมันในชั้นผิว (lipids)  ช่วยซ่อมแซมผิว และเสริมสร้างปราการเกราะปกป้องให้ผิวแข็งแรงจากมลภาวะภายนอกและความเครียดภายใน

ชะลอริ้วรอยแห่งวัย - น้ำมันเมล็ดกัญชงอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กรดไขมัน, และวิตามิน E จึงช่วยลดริ้วรอย เหี่ยวย่น กระตุ้นการสร้างเซลใหม่ ป้องกันอาการแก่ก่อนวัย อนุมูลอิสระ คือ สารที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกาย รวมถึงจากมลพิษต่างๆ จากสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา ซึ่งอนุมูลอิสระจะเข้ามาทำลายโครงสร้างของผนังเซลล์ เมื่อเซลล์ถูกทำลายและเสื่อมได้เร็วจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยและผิวแก่ก่อนวัย ฉะนั้นสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายของเซลล์ต่างๆ พร้อมเข้าจัดการกับรอยย่นและความหมองคล้ำของริ้วรอยได้ดี รวมถึงช่วยปรับสภาพผิวให้กระจ่างใสขึ้น

ปลอบประโลมผิว ลดการอักเสบและการระคายเคือง - น้ำมันเมล็ดกัญชงนั้นมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายจำนวนมาก ซึ่งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และปลอบประโลมผิวช่วยให้ผิวเนียนนุ่มผ่อนคลายผิวจากความตึงเครียด และ ยังช่วยลดการอักเสบของผิวได้เป็นอย่างดี  เหมาะกับผิวทุกประเภท

ผลไม้มหัศจรรย์นอกจากอุดมไปด้วยวิตามิน ไฟเบอร์ และแร่ธาตุแล้ว แอปเปิ้ลยังอุดมไปด้วยไฟโตเคมิคอลและเพคติน ซึ่งล้วนช่วยในการดีท็อกซ์ และลดไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องและรอบเอว ลดระดับคอเลสเตอรอล เพคตินจะชะล้างวัตถุเจือปนอาหารในร่างกายของเรา กรดในแอปเปิ้ล (มาลิกและทาร์ทาริก) ช่วยในการย่อยอาหาร

แอปเปิ้ลบรรจุไฟเบอร์จำนวนมาก แอปเปิลหนึ่งผลที่มีไฟเบอร์ประมาณ 4 กรัมคิดเป็น 16 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณไฟเบอร์ที่แนะนำต่อวันสำหรับผู้หญิง และประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับผู้ชายอายุต่ำกว่า 50 ปี

เนื่องจากช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและกิจกรรมของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ ใยแอปเปิลจึงถือเป็นพรีไบโอติก ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นอันตราย เช่น Clostridium และ Bacteroides ในทางเดินอาหาร ช่วยทำความสะอาดลำไส้ ลดอาการท้องผูก

น้ำมันมะพร้าวได้จากสกัดจากเนื้อมะพร้าว ซึ่งกระบวนการสกัดสามารถทำได้หลายวิธี เช่นการใช้กระบวนการทางกลและทางเคมีที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิว นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อน้ำมันมะพร้าวถูกสกัดเย็น น้ำมันจะถูกสกัดออกโดยไม่ต้องใช้ความร้อน กระบวนการนี้เชื่อว่าจะคงคุณค่าสารอาหารของน้ำมันมะพร้าวไว้ได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการแปรรูปในแบบอื่นๆ น้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัวสายกลาง (medium-chain saturated fatty acids) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 65% ขององค์ประกอบน้ำมันมะพร้าวทั้งหมด กรดไขมันเหล่านี้จากน้ำมันมะพร้าวเมื่อทาเฉพาะที่ผิวหนังจะช่วยเพิ่มการผลิตเซราไมด์และเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว ช่วยให้ผิวสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นและป้องกันสิ่งคุกคามจากสิ่งแวดล้อม น้ำมันมะพร้าวยังมีคุณสมบัติในการทำหน้าที่เป็นชั้นป้องกัน (emollient) ที่เกาะอยู่บนผิวหนังช่วยกักเก็บความชื้น และป้องกันการสูญเสียน้ำผ่านผิวหนัง (TEWL - Transepidermal Water Loss หรือการสูญเสียน้ำน้ำออกจากชั้นผิวผ่านผิวหนังและระเหยไปในอากาศ) ผิวจึงคงความมีสุขภาพดีที่เปล่งปลั่งสดใส นอกเหนือจากการเป็นขุมพลังแห่งความชุ่มชื้นแล้ว องค์ประกอบของกรดไขมันในน้ำมันมะพร้าว (กรดลอริกเกือบ 50%) ยังมีคุณสมบัติต้านการเจริญของจุลินทรีย์และช่วยป้องกันจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายใม่ให้เข้าทำร้ายผิ จึงช่วยป้องกันปัญหาผิวเช่นสิว นอกจากนี้น้ำมันมะพร้าวยังเป็นที่รู้จักสำหรับคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่มีมากที่สุดในร่างกายของเรา คอลลาเจนที่รู้จักมี 28 ชนิด โดยคอลลาเจนชนิดที่ 1 (Type 1 Collagen) คิดเป็น 90% ของคอลลาเจนในร่างกายของเรา คอลลาเจนเกิดขึ้นจากการประสานสายโซ่ยาวๆ สามสายของกรดอะมิโนนับพันที่บิดเป็นเกลียว ในความเป็นจริง โมเลกุลคอลลาเจนมีขนาดใหญ่มากโดยมวลโมเลกุลของคอลลาเจนอยู่ที่ประมาณ 300 – 400kDa ด้วยขนาดของโมเลกุลที่ใหญ่ทำให้คอลลาเจนถูกดูดซึมเข้าสู่เส้นผมและผิวหนังเพื่อไปใช้งานได้ยากมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้คอลลาเจนผ่านผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิว นั่นเป็นเหตุผลที่ W Worry-Free เลือก 'คอลลาเจนเปปไทด์' (หรือ 'ไฮโดรไลซ์คอลลาเจน) แทนที่คอลลาเจนทั่วไป คอลลาเจนเปปไทด์หรือที่เรียกว่าคอลลาเจนไฮโดรไลซ์นั้นผลิตโดยการ break down โมเลกุลคอลลาเจนที่มีขนาดใหญ่ ในขณะที่ยังคงรักษาชุดกรดอะมิโนสำคัญไว้ด้วยอย่างเดิมซึ่งคือ ไกลซีน (Gly), ไฮดรอกซีโพรลีน (Hyp), โพรลีน (Pro) และอะลานีน (Ala) คอลลาเจนเปปไทด์มีฤทธิ์ทางชีวภาพสูงและมีประโยชน์ทางชีวภาพ ทำให้ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังและเส้นผมได้ง่าย ส่วนประกอบกรดอะมิโนในคอลลาเจนเปปไทด์เป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของกรดอะมิโนสำหรับเส้นใยโครงสร้างโปรตีนของเส้นผม (เคราติน) การเสิรมกรดอะมิโนให้เส้นผมไม่เพียงแต่เสริมความแข็งแรงแต่ยังให้ความชุ่มชื้นแก่เส้นผม และช่วยทำให้เส้นผมจัดทรงได้ดีและง่ายขึ้นอีกด้วย

แครนเบอร์รี่เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อสุขภาพ ที่ช่วยในการทำงานของร่างกายตามปกติ การเผาผลาญพลังงาน และป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด แครนเบอร์รี่มีวิตามิน A, B1, B2, B3, B5, B6 และ C สูง เช่นเดียวกับแมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก กรดโฟลิก โพแทสเซียม โซเดียม และซีลีเนียม สารอาหารหลายชนิดเหล่านี้จำเป็นสำหรับการทำงานของตับที่แข็งแรง เพื่อช่วยให้ร่างกายของคุณมีความสมดุล

แครนเบอร์รีอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสร้างภูมืต้านทาน ช่วยกระตุ้นกระบวนการผลิตคอลลาเจนและฟื้นฟูคอลลาเจนใต้ผิว ให้กลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้งจึงช่วยให้ผิวของเรากลับมาเต่งตึง ช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื่น ดูกระจ่างใสขึ้น เนียนนุ่ม ลดเลือนจุดด่างดำ ช่วยให้ ผิวมีสุขภาพที่ดีขึ้น 

แครนเบอร์รี่ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกายด้วยการดีท็อกซ์ตับ ตับซึ่งเป็นอวัยวะภายในที่สำคัญในร่างกายของคุณ ทำงานเพื่อสนับสนุนการย่อยอาหารและสลายอาหารที่เข้าสู่ร่างกายของคุณ การทำงานของตับที่ดีต่อสุขภาพนั้นจำเป็นต่อการล้างสารพิษออกจากร่างกาย เนื่องจากตับต้องแยกแยะระหว่างสารอาหารที่ต้องดูดซึม ในร่างกายและสารพิษที่ต้องกำจัดออกจากเลือด แครนเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยตับในกระบวนการล้างพิษส่งผลทำให้เพิ่มการขับออกของไขมันเลวจากระบบไหลเวียนของเลือด และเพิ่มการนำคอเลสเตอรอลเข้าสู่เซลล์ตับเพื่อขับออกได้ จึงช่วยลดคอเลสเตอรอลได้

มะขามป้อม เป็นหนึ่งในพืชที่สำคัญที่สุดในการใช้เป็นยาสมุนไพรในระบบการแพทย์อายุรเวทแบบดั้งเดิมใช้ในการรักษาโรคหลายๆโรคตามตำราของการแพทย์ในอดีต สำหรับการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านการอักเสบ ต้านแผล ตับและมะเร็ง ซึ่งสารออกฤทธิ์ที่สำคัญที่พบในสารสกัดมะขามป้อม เช่น วิตามินซี สารในกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenols) และ สารในกลุ่มไตรเทอปีนอยด์ (Triterpenoids) เป็นต้น 

มะขามป้อม จัดเป็นผลไม้ที่มีสารออกฤทธิ์ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอย่างแรง ซึ่งประกอบไปด้วย วิตามินซี วิตามินอี สารแอนโทไซยานิน ซึ่งสามารถปกป้องเซลล์ของร่างกายได้ หรือ ช่วยป้องกันร่างกายไม่ให้ถูกทำลายจากสารอนุมูลอิสระ

สารสกัดจากเปลือกส้มแขกที่สำคัญ คือ กรดไฮดรอกซีซิตริก (Hydroxycitric Acid: HCA) ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ที่เชื่อกันว่ามีส่วนทำให้ประโยชน์ในการลดน้ำหนัก

สารสกัดจากผลส้มแขกสามารถยับยั้งกระบวนการไลโปจีเนซีส (Lipogenesis)ในการสร้างกรดไขมันและคอเลสเตอรอล ยับยั้งเอนไซม์ที่เรียกว่า citrate lyase ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลิตไขมัน ทำให้ชะลอหรือขัดขวางการผลิตไขมันในร่างกายของคุณ ซึ่งอาจช่วยลดไขมันในเลือดและลดความเสี่ยงของการเพิ่มน้ำหนัก ทั้งยังมีส่วนช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันและลดความอยากอาหาร โดยไปเพิ่มระดับของสารเคมีในสมองอย่างเซโรโทนินซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภครู้สึกหิวน้อยลงได้ แต่ไม่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางอย่างใด

กรดไฮยาลูรอนิค (HA) คือตัวเพิ่มความชุ่มชื้นสำหรับผิวที่กระหายน้ำ เสริมเกราะป้องกันตามธรรมชาติของผิว กักเก็บความชื้นและลดอาการอักเสบและรอยแดง กรดไฮยาลูโรนิคมีคุณสมบัติเปรียบเสมือนการให้ผิวดื่มน้ำในปริมาณมาก มันสามารถอุ้มน้ำได้ถึง 1,000 เท่าของน้ำหนักโมเลกุล กรดไฮยาลูรอนิคจะแทรกซึมเข้าสู่ผิวและกักน้ำใว้กับเซลล์ผิว เติมความชุ่มชื้นให้กับทุกชั้นของผิว ซึ่งจะส่งผลในการช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง และคุณสมบัติการเป็นเกราะป้องกันของผิวตามธรรมชาติ ให้ผิวมีความทนทานต่อภาวะการขาดน้ำก่อนที่จะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆเช่นผิวเสีย ผิวแห้งและหมองคล้ำ การเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวจะส่งผลในการช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิว และนอกเหนือจากการเติมความชุ่มชื้นอันมีค่าแก่ผิวหนังชั้นนอกแล้ว กรดไฮยาลูโรนิคยังทำหน้าที่ดึงความชื้นจากสภาพแวดล้อมโดยรอบเข้าสู่ชั้นผิวต่อไป ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะช่วยคงความความชุ่มชื้นให้อยู่กับผิวได้อย่างยาวนาน เมื่อเวลาผ่านไปคุณสมบัติการคงความชุ่มชื้นนี้นอกจากจะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเกราะป้องกันไขมันในชั้นผิว (Lipids) ยังมีส่วนช่วยปกป้องและเสริมสร้างไขมันในชั้นผิวอีกด้วย เมื่อไขมันในชั้นผิวได้รับการบำรุงและปกป้องด้วยกรดไฮยาลูรอนิค ผิวจะสามารถป้องกันตัวเองจากปัจจัยด้านอายุและมลภาวะจากสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น

น้ำมันเมล็ดองุ่นเป็นน้ำมันน้ำหนักเบาที่สกัดจากเมล็ดองุ่นที่สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวมีความอ่อนนุ่ม และชุ่มชื้น ประโยชน์ด้านความงามของน้ำมันเมล็ดองุ่นได้มาจากสารประกอบฟีนอลิกและกรดไขมัน น้ำมันเมล็ดองุ่นมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acids - PUFAs) สูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันโอเมก้า 6 นอกจากนี้น้ำมันเมล็ดองุ่นยังมีวิตามินอีในปริมาณสูง ชึ่งวิตามินอีที่พบในน้ำมันเมล็ดองุ่นนั้นมีมากกว่าน้ำมันมะกอกเสียอีก วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้น้ำมันเมล็ดองุ่นมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับอนุมูลอิสระ และลดความเสียหายของผิวจากรังสียูวีได้อย่างยอดเยี่ยม เนื่องจากประสิทธิภาพในการต่อสู้กับอนุมูลอิสระ น้ำมันเมล็ดองุ่นยังมีส่วนช่วยให้รอยดำและรอยเหี่ยวย่นแลดูลดลง นอกจากนี้แล้วน้ำมันเมล็ดองุ่นยังทำคุณประโยชน์เหล่านี้โดยไม่อุดตันรูขุมขนอีกด้วย

น้ำมันโจโจบาเป็นน้ำมันที่ผลิตจากเมล็ดพืช Simmondsia chinensis (jojoba) เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าหนึ่งในความมหัศจรรย์ของโจโจบาคือความสามารถในการเจริญเติบโตในสภาวะที่อุณหภูมิสูง โดยต้นโจโจบาสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่รุนแรง เช่นในทะเลทราย ซึ่งสภาวะเหล่านี้สามารถฆ่าสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ได้ W Worry-Free ใช้ USDA-Certified Organic โจโจบาที่ปลูกโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี/ปุ๋ยสังเคราะห์ กากตะกอนน้ำเสีย สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม โจโจ้บาออยล์ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่ามีประสิทธิภาพอย่างมากต่อสภาพผิว โดยทำหน้าที่เป็นมอยเจอร์ไรเซอร์ มีคุณสมบัติโดดเด่นในการให้ความชุ่มชื้น และฟื้นบำรุงผิวสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง ผิวแห้งมาก หรือ ผิวแสบลอกจากการโดนแสงแดด คุณสมบัติเหล่านี้สืบเนื่องมาจากคุณสมบัติในการเป็น Emollient ของโจโจ้บาออยล์ คือ เมื่อเราทาโจโจ้บาออยล์ลงบนผิว มันจะทำหน้าที่เป็นชั้นฟิล์มที่เคลือบผิวหนังเราไว้ ลดการระเหยของน้ำออกจากผิวหนัง ทำให้ผิวของเราสามารถรักษาความชุ่มชื้นไว้กับผิวได้ดีขึ้น โจโจ้บาออยล์นั้นประกอบด้วย 50% ไขเอสเทอร์ (50% wax esters) จึงมีลักษณะทางกายภาพ ค่อนข้างใกล้เคียงกับน้ำมันที่ผลิตขึ้นตามธรรมชาติที่ผิวหนังของเรา (Sebum) จึงช่วยสามารถทดแทนและให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนังได้ดี นอกจากนี้โจโจ้บาออยล์ยังมีค่าคอมมิโดเจนนิค (Comedogenic Rate) ที่ต่ำ จึงทำให้โอกาสการเกิดการอุดตันรูขุมขนเกิดขึ้นได้น้อย และยังสามารถปรับสมดุลของการสร้างน้ำมันบนใบหน้าในคนที่ผิวมัน โจโจ้บาออยล์ยังอุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพซึ่งช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระซึ่งก่อให้เกิดสัญญาณของริ้วรอยแห่งวัย

เนื่องจากการที่โจโจ้บาออยล์มีลักษณะทางกายภาพ ค่อนข้างใกล้เคียงกับ Sebum จึงทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่นที่ดีสำหรับการปกป้องเส้นผมจากการถูกทำลายและแตกปลาย หนึ่งในเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจคือเส้นผมถือเป็นหนึ่งในวัสดุพื้นผิว (substrate) ที่มีประสิทธิภาพในการดึงดูดมลภาวะสูงมาก จนกระทั่งการวิเคราะห์เส้นผมของมนุษย์มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบมลภาวะทั่วโลก ซึ่งระบบตรวจสอบสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environmental Monitoring System - GEMS) ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้เลือกเส้นผมมนุษย์ให้เป็นหนึ่งในวัสดุชีวภาพที่สำคัญที่สุดในการตรวจสอบ จึงจะเห็นได้ว่าเส้นผมมีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายจากมลภาวะ อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสกับมลภาวะจะทำลายเกล็ดผมและทำให้ผมเสียหายเพิ่มเติม น้ำมันโจโจบาอุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งเป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพมากที่สุด จึงมีส่วนช่วยให้หนังศีรษะและเส้นผมแข็งแรง ป้องกันอนุมูลอิสระและความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เกิดจากการรุกรานจากภายนอก เช่น มลภาวะ และช่วยรักษาคุณภาพผมที่ดี นุ่มสลวยและเงางาม

น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ถูกขนานนามกว่า "ทองคำเหลว" เนื่องจากคุณสมบัติและคุณค่าต่อสุขภาพและผิวผรรณ ส่วนประกอบหลักของน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์คือกรดโอเลอิก (Oleic Acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Omega-9 fatty acid - กรดไขมันโอเมก้า 9) ที่พบตามธรรมชาติในพืชหลายชนิดและถือเป็นหนึ่งในแหล่งกรดไขมันที่ดีต่อสุขภาพ เมื่อใช้เฉพาะที่ น้ำมันมะกอกมีประสิทธิภาพในการแทรกซึมและช่วยฟื้นฟูผิว ปรับสมดุลความชุ่มชื้นของผิวตามธรรมชาติของผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความนุ่มนวลของผิว ช่วยให้ผิวกระจ่างใสเรียบเนียน นุ่ม ลื่น น่าสัมผัส  น้ำมันมะกอกยังมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม เนื่องมาจากปริมาณฟีนอลและแอลฟา-โทโคฟีรอล (alpha-tocopherol) ที่พบในน้ำมันมะกอกซึ่งมีปริมาณมากกว่าน้ำมันเมล็ดพืชทั่วไปถึงประมาณ 4 เท่า คุณสมบัติสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันมะกอกจะนี้จึงมีส่วนช่วยในการต่อต้านริ้วรอยได้เป็นอย่างดี นอกจากแอลฟา-โทโคฟีรอลแล้ว น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษยังมีแคโรทีนอยด์บางชนิด เช่น เบต้า-แคโรทีนและลูทีน การมีองค์ประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากและหลากหลายมีความสำคัญเนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลายทำหน้าที่เสริมฤทธิ์กัน ส่งผลให้คุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระของน้ำมันมะกอกมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

น้ำมันมะกอกออร์แกนิคเกรดการรับรองเอ็กซ์ตาร์เวอร์จิ้น (USDA-Certified Organic OLIVE OIL 100% Extra-Virgin) ที่ถูกนำมาใช้ใน W Worry-Free นั้นจะมีกรดไขมันนี้ในปริมาณที่สูงกว่าเนื่องจากมีความบริสุทธ์ที่สุด ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าเนื่องจากผ่านกระบวนการน้อยที่สุดจึงช่วยป้องกันผิวจากความเสื่อมเนื่องจากปัจจัยภายนอก และสร้างปราการปกป้องที่สมบูนณ์แบบจากการระคายเคืองใดใดได้เป็นอย่างดี

Probiotic เป็นชื่อเรียกของจุลินทรีย์ขนาดเล็กที่มีส่วนช่วยในการผลิตสารต่อต้านหรือกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งพบได้ในร่างกายของมนุษย์เราอยู่แล้ว แต่ด้วยปัจจัยบางอย่างก็อาจส่งผลให้จุลินทรีย์ชนิดนี้ลดลง ส่งผลต่อการทำงานของระบบย่อยอาหารได้ ส่วน Prebiotic นั้น เป็นสิ่งไม่มีชีวิตที่ร่างกายไม่สามารถย่อยและดูดซึมได้ที่ลำไส้เล็ก จึงถูกส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่ และถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่มีชื่อว่า Probiotic หรือจะให้พูดง่ายๆ ก็คือ Prebiotic เป็นอาหารของ Probiotic ที่มีส่วนช่วยให้ Probiotic เติบโตได้ดีขึ้นนั่นเอง

พรีไบโอติก ใยอาหาร จึงช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ ช่วยแก้ไขปัญหาระบบทางเดินอาหาร ลดอาการท้องผูก กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เพิ่มความชื้นของอุจจาระ ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันหรือมีส่วนช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เข้าสู่ภาวะสมดุล

Xylooligosaccharides หรือ XOS เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากญี่ปุ่นนี้ มีความสามารถทนกรด ทนความร้อน และทนเอนไซม์ในลําไส้ได้มากกว่าไฟเบอร์ในยุคเก่าทั่วไป จึงสามารถคงสภาพเป็นเส้นใยที่สมบูรณ์เพื่อไปทำงานปรับสมดุลในลำไส้ใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ถูกทำลายไปเหมือนกับไฟเบอร์ชนิดอื่นๆ  XOS prebiotics ช่วยเพิ่มกากใยดูดซับสารพิษ

สารอินูลินนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์มาก เพราะช่วยให้แบคทีเรีย(จุลินทรีย์)ที่มีประโยชน์ในลำไส้เพิ่มจำนวนมากขึ้น และยับยั้งการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียสาเหตุโรคท้องร่วง จากงานวิจัยอื่นๆยังพบว่า อินูลิน เพิ่มการดูดซึมของแร่ธาตุบางชนิด เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และธาตุเหล็ก อีกทั้งยังช่วยลดอาการท้องผูกทางอ้อมโดยทำให้อุจจาระนุ่มขึ้นจึงขับถ่ายได้ง่ายขึ้น

ฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ จัดเป็น สารให้ความหวาน (sweetener) ทดแทนน้ำตาล (sugar substitute) มีรสชาติหมือนกับน้ำตาล ใช้เป็นสารให้ความหวานที่ให้พลังงานต่ำกว่าน้ำตาลทราย 30-50% (เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำตาล sucrose)และละลายในน้ำได้ดี

ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ Fructo Oligosaccharide (FOS) คือ กลุ่มน้ำตาลฟรุกโตส เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุล 3-5 โมมีคุณสมบัติเป็น Prebiotic (พรีไบโอติก) ซึ่งเป็นอาหารที่สำคัญของ Probiotic อีกทั้งยังเป็นเส้นใยอาหารที่สามารถละลายน้ำได้ 100 % นอกจากจะช่วยเรื่องการขับถ่าย  FOS มีค่า Glycemic Index (ค่าดัชนีน้ำตาล) ที่มีค่าเป็น 0 ดังนั้นคนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือต้องการลดน้ำหนักสามารถทานได้ เค้าช่วยคุมหิว โดยมิมีการเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือด สำหรับคนที่อยากลดน้ำหนัก

เนื่องจากไซเลี่ยมดูดซับของเหลวในร่างกาย จึงช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มได้ วิธีนี้จะช่วยให้คุณควบคุมปริมาณอาหารที่คุณกินได้ เทียนเกล็ดหอยเมื่อแช่น้ำจะพองตัวได้ 25 เท่า ช่วยดูดซับน้าตาลและไขมันช่วยทาให้รู้สึกอิ่ม  และช่วยลดการดูดซึมของไขมันและพลังงานที่จะเข้าสู่ร่างกายได้ทำให้ระบบการทำงานและการบีบตัวของลำไส้ใหญ่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ที่มีไฟเบอร์ที่มีลักษณะเป็นเจล ประกอบด้วย ไมโคร-โพลีแซคคาไรด์ (micro-polysaccharides) และเซลลูโลส (cellulose) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยหล่อเลี้ยงลำไส้ซึ่งเป็นทางผ่านของกากอาหาร เปลือกเมล็ด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสูตร Detoxช่วยทำความสะอาด และดึงสิ่งสกปรกออกจากลำไส้ ช่วยลดระดับโคเรสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งที่เต้านมและลำไส้ ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจช่วยควบคุมความดันโลหิต รักษาเบาหวาน รักษาริดสีดวงทวาร รักษาโรคท้องร่วงรักษาอาการระคายเคืองผิวหนัง รักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

น้ำมันโรสฮิปแตกต่างจากน้ำมันดอกกุหลาบซึ่งสกัดจากกลีบกุหลาบ น้ำมันโรสฮิปถูกกดจากผลและเมล็ดของต้นกุหลาบ เป็นไม้ท้องถิ่นที่นิยมในแถบเมดิเตอร์เรเนียน โดยพันธุ์ที่นิยมนำมาสกัดเอาน้ำมันคือพันธุ์ Rosa Canina L.  น้ำมันโรสฮิปขึ้นชื่อในด้านความสามารถในการให้ความชุ่มชื้น ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยต่อต้านริ้วรอยช่วยให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ ได้มาเนื่องจากกรดไขมันและวิตามินที่มีอยู่ในน้ำมันโรสฮิป กรดไขมันที่มีมากที่สุดที่พบในโรสฮิปคือกรดไลโนเลอิก (โอเมก้า-6, 35.9–54.8%) และกรด

เชียบัตเตอร์ เป็นไขมันธรรมชาติจากต้นเชียนัท (Shea Nut) เมล็ดที่ได้จากต้น African Shea Tree พืชพื้นเมืองของชาวแอฟริกา โดยเชียบัตเตอร์เปรียบเป็นสมุนไพรที่ให้คุณค่าทางโภชนาการมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิตามิน A, D, E, F, โปรตีนและใยอาหาร นอกจากช่วยบำรุงผิวพรรณแล้วยังช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรงอีกด้วย เชียบัตเตอร์มีส่วนประกอบที่เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวปริมาณมาก จึงทำให้เป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่มอบความชุ่มชื่นให้ผิวอย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงเกราะป้องกันตามธรรมชาติของผิว ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน ปรับสภาพของสีผิวให้สม่ำเสมอ ช่วยฟื้นฟูให้ผิวยืดหยุน อีกทั้งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ปกป้อง เซลล์ผิวที่ถูกทำลาย ผิวแห้ง ผิวแตก และช่วยลบรอยเหี่ยวย่น

สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชนิดหนึ่ง มีโปรตีนสูงมาก และยังเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยกรดไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นมีสารอาหาร กว่า 80 ชนิดได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ว่าเป็นแหล่งสารอาหารที่ดีที่สุดแหล่งหนึ่ง และได้รับการประกาศให้เป็น“สุดยอดอาหารสำหรับอนาคต” ในงานประชุมสุดยอดอาหารโลกโดยองค์การสหประชาชาติ

สาหร่ายสไปรูลิน่ามีโปรตีนสูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งจะสูงกว่าโปรตีนในเนื้อและไข่ ในเนื้อสัตว์มีโปรตีน 20% และในไข่มีโปรตีน 18% เท่านั้นและสูงกว่าถั่วเหลืองซึ่งมีโปรตีน 35%  สไปรูลิน่ามีผนังเซลล์ที่นิ่ม อ่อนบาง จึงดูดซึมและย่อยง่ายกว่าสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชนิดอื่นๆ และ สมบูรณ์กว่า  (มีกรดอะมิโนจำเป็นครบทั้ง 9 ชนิด) มีสารต่อต้านการอักเสบ ช่วยเร่งการกำจัดกรดยูริค ลดอาการอักเสบเก๊าท์ เร่งการเผาผลาญ ลดการสะสมของไขมัน ลดโคเลสเตอรอล

ปริมาณไขมันของสาหร่ายเกลียวทองอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 & 6 แกมโมลิโนเลนิก (GLA) และกรดลิโนเลอิก (LA) ทั้งยังประกอบด้วยวิตามิน B1 (ไทอามีน), B2 (ไรโบฟลาวิน), B3 , B6 , B9 (กรดโฟลิก) รวมทั้งวิตามิน A และ C นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งของโพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และแร่ธาตุและธาตุอาหารอีกหลายชนิด . “สุดยอดอาหาร” ที่น่าทึ่งนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ซีแซนทีน ไฟโคไซยานิน เบต้าแคโรทีน และแคโรทีนอยด์อื่นๆ

• การบริโภคสาหร่ายนี้ช่วยเสริมสุขภาพให้มีความสามารถในการป้องกันโรคได้ ในคนที่ปกติ คนที่แข็งแรงอยู่แล้วก็รับประทานได้ เพื่อช่วยเสริมสร้างความสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า ทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีไม่เหนื่อยง่าย

ต้นอัลมอนด์มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน น้ำมันสวีทอัลมอนด์มักถูกนำมาใช้เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวและช่วยรักษาปัญหาผิวต่างๆ น้ำมันสวีทอัลมอนด์หรือที่รู้จักกันในทางวิทยาศาสตร์ว่า Prunus dulcis ผลิตขึ้นโดยการสัดเมล็ดของเมล็ดที่ได้จากต้นอัลมอนด์ การใช้น้ำมันสวีทอัลมอนด์ในการดูแลผิวเป็นที่นิยมเนื่องมาจากการเป็นน้ำมันที่สามารถซึมลงผิวได้ดี มีคุณสมบัติทำให้ผิวเนียนนุ่ม  องค์ประกอบหลักของน้ำมันอัลมอนด์ ได้แก่ กลีเซอไรด์ เซราไมด์ และกรดไขมัน เช่น กรดโอเลอิก ไลโนเลอิก และกรดปาลมิติก รวมถึงวิตามินอี และวิตามินเอ สารประกอบเหล่านี้ช่วยให้น้ำมันสวีทอัลมอนด์ออยล์มีประโยชน์ต่อผิว ช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นให้กับผิวเป็นอย่างมาก การใช้น้ำมันสวีทอัลมอนด์เฉพาะที่มีหลากหลายรูปแบบ เช่นใช้เคลือบผิวเพื่อลดปริมาณการสูญเสียความชื้นจากพื้นผิว ดังนั้นจึงรักษาปริมาณน้ำไว้ในชั้นผิวได้มากขึ้นทำให้ผิวไม่แห้ง น้ำมันสวีทอัลมอนด์สามารถทำงานเสริมความสมบูรณ์ของโครงสร้างของผิวด้วยการผสานเข้ากับผิวหนัง ช่วยฟื้นฟูผิวที่แห้ง กร้าน หยาบกระด้าง ลดรอยหมองคล้ำนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวม อัลมอนด์ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพอย่างสารฟีนอล ซึ่งมีีสรรพคุณช่วยลดริ้วรอยและจุดด่างดำ

วิตามินเอ หรือเรตินอล เป็นหนึ่งในวิตามินที่มีความอเนกประสงค์ที่สุด ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ปัญหาผิวเกือบทุกประเภท สามารถลดสิว ริ้วรอย จุดด่างดำ และการสร้างเม็ดสี  วิตามินเอยังช่วยเเพิ่มอัตราการผลัดเซลล์ผิว และยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของผิวซึ่งจะส่งเสริมให้ผิวดูอ่อนเยาว์และอวบอิ่ม จึงช่วยลดเลือนริ้วรอยจากวัย ทำให้รอยต่างต่างดูตื้นขึ้น และปรับโทนสีผิวให้สม่ำเสมอไปในตัวด้วย W Worry-Free ต่างจากแบรนด์อื่นๆ ที่ใช้เราอนุพันธ์ของวิตามินเอในรูปแบบแอกทีฟ ที่อยู่สูตรในรูปแบบเซรั่มซึ่งสามารถดูดซึมและทำงานได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวดูกระจ่างใส มีชีวิตชีวา และดูอ่อนกว่าวัย

วิตามินบี 3 หรือไนอาซินาไมด์ (Niacinamide) เป็นวิตามินอเนกประสงค์ ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดตัวหนึ่ง มีคุณสมบัติที่ปลอดภัยและอ่อนโยนต่อผิวเป็นอย่างมาก วิตามินบี 3 เป็นที่รู้จักแพร่หลายสำหรับความสามารถในการปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ และป้องกันผิวจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน และนอกเหนือจากความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระแล้ว วิตามินบี 3 ยังช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวโดยกระตุ้นการผลิตไขมันในชั้นผิว (lipids) ซึ่งโดยรวมแล้วช่วย 'ผนึก' ความชุ่มชื้นของผิวและทำให้ผิวมีสุขภาพที่ดี เพิ่มประสิทธิภาพป้องกันสิ่งรุกรานจากภายนอก เช่น มลภาวะจากสิ่งแวดล้อม วิตามินบี 3 ยังช่วยป้องกันและรักษารอยดำคล้ำโดยการชะลอการขนส่งเมลานินสู่ผิวชั้นนอก วิตามินบี 3 "เชื้อเพลิงสำหรับเซลล์ผิว" ช่วยเพิ่มระบบที่มีความสำคัญในการสร้างผิวที่แข็งแรงและสมดุล

เป็นวิตามินที่พบได้ในแหล่งอาหารที่หลากหลาย วิตามินบี 5 เป็นสารอาหารที่จำเป็นที่ละลายน้ำได้ วิตามิน B5 ช่วยให้ผิวดึงดูดมอยซ์เจอร์จากสภาพแวดล้อมเข้าสู่ผิและรักษาความชุ่มชื้นไว้ภายในผิว พร้อมปกป้องและเสริมสร้างกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติโดยรวม ให้ผิวนุ่ม อ่อนนุ่ม สบายผิว ด้วยคุณสมบัติในการกักเก็บความชื้นที่ดีเยี่ยม วิตามิน B5 ช่วยลดการสูญเสียน้ำของ Trans-Epidermal Water Loss (TEWL; การสูญเสียน้ำผ่านผิวหนัง) และป้องกันไม่ให้ผิวหมองคล้ำและแห้ง นอกจากนี้ วิตามิน B5 ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ทำให้มีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีผิวระคายเคือง

เนื่องจากวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื้นที่ดีเยี่ยม มันจึงได้รับความนิยมสูงในผลิตภัณฑ์เส้นผมอีกด้วย ในผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลเส้นผมที่มีส่วนผสมของวิตามินบี 5 สารนี้จะทำหน้าที่ในการให้ความชุ่มชื้น โดยจะเกาะติดกับเกล็ดเส้นผมและแทรกซึมลึกเข้าไปในเปลือกนอกของเส้นผมเพื่อให้ความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก และป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้น ช่วยให้เกล็ดเส้นผมของแต่ละเส้นเรียบขึ้น ด้วยคุณสมบัติในการกักเก็บความชื้น วิตามินบี 5 ยังช่วยในการปรับสภาพหนังศีรษะโดยลดการสูญเสียน้ำ (Trans-Epidermal Water Loss - TEWL การสูญเสียน้ำผ่านชั้นผิวหนัง) และป้องกันไม่ให้หนังศีรษะแห้ง วิตามินบี 5 ยังมีความสามารถในการลดความต้านทานของเส้นผมต่อ mechanical stress เช่นการหวี การแปรงผม จึงช่วยลดการแตกปลาย

วิตามิน ซี หรือ "กรดแอสคอร์บิก" เป็นสารต้านสิ่งเลวร้ายเช่นอนุมูลอิสระที่นำมาซึ่งสารพันปัญหาผิว อาทิ ริ้วรอยก่อนวัย ผิวคล้ำโทรม วิตามินซีช่วยปกป้องผิวจากผลกระทบภายนอกเช่นของมลภาวะ และยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับผิว จึงช่วยในเรื่องลดการเกิดริ้วรอย นอกจากนี้ข้อดีสำคัญของวิตามินซีคือช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีภายใต้ชั้นผิวหนังและปรับสีผิวให้สม่ำเสมอให้สีผิวที่ดูเนียน สว่างกระจ่างใส ในเซ่รั่มขวดนี้ W Worry-Free เลือกใช้ Ethyl Ascorbic Acid ซึ่งเป็น VC อนุพันธ์ใหม่ล่าสุดที่เสถียรกว่าอนุพันธ์วิตามินซีทั่วไปในท้องตลาด

วิตามิน อี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมันซึ่งจำเป็นสำหรับการบำรุงสุขภาพผิวให้แข็งแรง วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระไลโปฟิลิกที่มีมากที่สุดตามธรรมชาติในผิวหนังมนุษย์ คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพทำให้วิตามินอีมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับอนุมูลอิสระและลดความเสียหายจากรังสียูวีในขณะที่ทำให้รอยดำและริ้วรอยจากรังสียูวีดูจางลง อย่างไรก็ตาม แสงยูวีและแสงแดดจะลดระดับวิตามินอีในผิวหนัง ระดับวิตามินอียังลดลงตามอายุ เราจึงต้อง 'เติม' ระดับวิตามินอีในผิวของเรา เพื่อคงระดับคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของผิว 

วิตามินอีมีส่วยช่วยในการดูแลผิวโดยการเพิ่มและล็อคความชุ่มชื้นส่งผลให้ผิวอวบอิ่ม และยังช่วยลดปริมาณริ้วรอยของผิวอีกด้วย ทำให้เป็นตัวเลือกในการต่อต้านริ้วรอยที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของเกราะป้องกันผิวให้ แข็งแรง เมื่อปราการผิวแข็งแรงผิวก็จะไม่ค่อยมีรอยรั่ว ทำให้ล็อกความชุ่มชื้นไว้กับผิวได้ดี เลยส่งผลให้ผิวชุ่มชื้นมากยิ่งขึ้นไปอีกระดับ

วิตามินอีมีคุณสมบัติต้านการอักเสบตามธรรมชาติที่สามารถบรรเทาและทำให้ผิวระคายเคืองลดลง ปรับสภาพผิวและฟื้นฟูให้ผิวผ่อนคลาย

• วีทกราส (Wheatgrass) หรือ ต้นอ่อนข้าวสาลี เป็นซูเปอร์ฟู้ดยอดฮิตของเหล่ากูรูสุขภาพ ได้รับขนานนามว่าเป็น superfood ที่แข็งแกร่งสุดในการล้างสารพิษในร่างกายด้วยวิธีธรรมชาติ จนเกิดเป็นกระแสการดื่มน้ำวีทกราส (Wheatgrass juice) แบบแก้วชอตเกิดขึ้นทั่วโลก ต้นข้าวสาลีอ่อนเป็นอาหารที่ทำจากพืช Triticum aestivum ถือได้ว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีพลังมหาศาลพร้อมคุณประโยชน์ที่น่าอัศจรรย์ วีทกราสอัดแน่นไปด้วยส่วนผสมอันทรงพลังของสารอาหาร และทำให้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสุขภาพของคุณ 

• การที่อุดมไปด้วยสารอาหาร และวิตามินมากมายจึงทำให้วีทกราสเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมในการเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของคุณ  ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้เซลล์ร่างกาย- มีวิตามินA, C, E และแร่ธาตุต่างๆ ต้นอ่อนข้าวสาลี อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลิตเม็ดเลือดแดง ช่วยล้างสารพิษในตับ และส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของตับ ให้สามารถขจัดสารพิษได้ดียิ่งขึ้นช่วยให้ร่างกายของคุณดีท็อกซ์กำจัดสิ่งสกปรกและสารพิษที่สะสมไว้และขับสารพิษทั่วร่างกาย

• ทั้งยังมีสรรพคุณในการเพิ่มเม็ดเลือดแดง ต้นข้าวสาลีมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระต้านเชื้อแบคทีเรียและต้านการอักเสบ ช่วยต่อสู้กับความเครียดของเซลล์ที่ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระซึ่งการทำลายนี้ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์เป็นเซลล์ร้าย ที่สำคัญพืชชนิดนี้ช่วยบรรเทาผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยคีโมบำบัด เช่น ความออ่อนเพลีย เหนื่อยล้า การที่ร้างกายไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้ และโรคขาดสารอาหาร รวมไปถึงช่วยโรคเกี่ยวกับระบบเลือด โรคอ้วนและเบาหวาน ทั้งยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ช่วยชะลอวัย ช่วยระงับความหิว ช่วยทำความสะอาดเลือด ขจัดกลิ่นตัว และป้องกันมะเร็ง 

Witch Hazel เป็นโทนเนอร์ธรรมชาติชั้นดีที่ช่วยกระชับรูขุมขน Witch Hazel ประกอบด้วยแทนนิน ซึ่งเป็นส่วนผสมจากธรรมชาติที่พบได้ทั่วไปในผลไม้และเครื่องดื่มที่เราโปรดปราน เช่น ทับทิม เบอร์รี่ เครื่องเทศ ชา และกาแฟ แทนนินเป็นสารประกอบโพลีฟีนอลชนิดหนึ่งที่รู้จักกันในด้านคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ สารดังกล่าวจึงสามารถช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระต่อผิวที่เกิดจากจากรังสียูวี [รังสี] และมลภาวะทางอากาศ ในความเข้มข้นที่สูงขึ้น Witch Hazel มีคุณสมบัติฝาดที่ช่วยกระชับผิวและลดความมันส่วนเกินโดยไม่ทำให้ผิวแห้ง

Powered by MakeWebEasy.com